Saturday, July 28, 2012

ถวายเพลพระด้วยข้าวมันไก่

ในศรีลังกา มีสถาบันการศึกษาที่เรียนเกี่ยวกับศาสนาพุทธ หลายแห่่ง ดังนั้นจึงมีพระชาวต่างชาติมากมายมาศึกษาเรียนที่นี่ เท่าที่ search ดูใน internet ก็มีประมาณข้างล่างนี้ แต่ที่ดังสุด ก็เป็นที่แรก BPU นี่แหละ


นักศึกษาพระที่มาเรียนในโคลอมโบมาจากหลายประเทศ ส่วนใหญ่ก็เป็นพระมาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ไทย พม่า เวียดนาม ลาว จีน (ส่วนใหญ่เป็นคนไทยใหญ่)  

เราได้รู้จักกับน้องผู้หญิงไทยคนหนึ่่่ง มาเรียนต่อปริญญาโทพุทธศาสนาที่นี่ แต่ตอนนี้เธอเรียนจบแล้ว และกลับประเทศไทยไปแล้ว  ก่อนจะกลับ พระที่เป็นเพื่อนๆนักเรียน และกลุ่มพระที่มาจากจังหวัดเดียวกันที่เชียงราย  ส่วนใหญ่เป็นพระมาจากไทยใหญ่และทางภาคเหนือของไทย ก็มาร่วมฉันอาหาร   ก็มีประมาณ 30 รูป ทยอยกันมา ใครเรียนเสร็จก่อนก็มา

พระไทยใหญ่รูปหนึ่ง บอกว่า อยากฉันข้าวมันไก่ แต่ทำไม่เป็น  น้องผู้หญิงคนนี้เลยขอให้พี่คนไทย และรวมเราด้วย มาช่วยกันทำและถวายอาหาร

นักศึกษาพระต่างชาติทีมาเรียน จะเช่าบ้านอยู่รวมกันหลายๆรูป เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะวัดที่นี่จะเต็ม ไม่มีที่รองรับนักศึกษาพระต่างชาติ   พระต่างชาติที่มาเรียนที่นี่ก็เรียนค่อนข้างหนัก บางทีเรียนเลยเที่ยง ไม่ได้ฉันเพล แต่ด้วยที่ไม่ได้ฉันตั้งแต่เช้า  เลยต้องฉันหลังเที่ยง 

พวกเขาเรียนทั้งภาษาอังกฤษเสริมและเรียนในหลักสูตรที่เป็นภาษาอังกฤษและบาลี  ด้วยที่ตารางเรียนแน่น  วินัยสงฆ์บางข้อก็ยืดหยุ่นไปตามเหตุการณ์  

บางรูปที่เป็นพระไทยใหญ่ (อยู่ในเขตประเทศจีน) หรือพระพม่า บางรูปบวชเป็นพระตั้งแต่เด็ก ไม่รู้ถึงความแตกต่างว่า การเป็นอยู่ปฎิบััติแบบพระ กับการเป็นอยู่แบบฆราวาสต่างกันยังไง  บางครั้งเราเห็นพระวัยรุ่นเหล่านี้ ก็ไม่ค่อยสำรวม อาจเป็นเพราะวัย และไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่างสงฆ์กับฆราวาสมากนัก

ในงานเลี้ยงอาหารเพลพระนักศึกษาของน้องคนไทย  เราก็ได้รับเชิญให้มาช่วย ด้วยที่เราเป็นคนทานมังสวิรัติ ก็เลยมาช่วยได้แค่หั่นผักเท่านั้น ก็เก็บภาพมาให้ดูบรรยากาศกันเล่นๆ


ในห้องโถงของบ้าน พระนักศึกษา ก็เริ่มทยอยกันมา


กำลังจัดเตรียมข้าวมันไก่เป็นชุดๆ


พระก็ช่วยกันเสริฟ จัดเตรียมอาหาร

น้องผู้หญิงคนไทยที่มาเรียนโทพุทธศาสนา เก่งนะคนนี้


พระก็ช่วยกันจัดอาหาร

บนโต๊ะ สำหรับพระรุ่นพี่


มีแม่ชีรูปหนึ่ง มาจากไทยใหญ่(จีน) แม่ชีใส่สีชมพู 


สวดมนต์ก่อนฉัน


พระเจ้าภาพ ก็ถ่ายรูปเพื่อนๆ



สวดมนต์เสร็จแล้ว ทำพิธีถวายอาหารเสร็จ พระก็เริ่มฉันได้  


มีสองโต๊ะ นี่เป็นพระกลุ่มแรกที่มาฉัน เกือบ 20 รูป 
อีก 10 กว่ารูปทยอยตามมาฉันหลังเรียนเสร็จ

แม่ชีก็นั่งฉันต่างหาก อย่างสงบเงียบ แล้วก็บอกว่า อร่อย


พี่เสื้อขาว เป็นกุ๊กทำข้าวมันไก่ ค่ะ


เห็นพระแต่ละรูป ทานกันอร่อย บอกว่า อยากกินข้าวมันไก่มานาน แต่ทำไม่เป็น บางรูปไม่เคยกินเลย ต่างคนก็บอกว่า อร่อย   ขอบอกนิดนึงว่า พระที่เป็นคนศรีลังกาเอง ทานมังสวิรัติหมด มีแต่พระต่างชาติที่ไม่ทานมังสวิรัติ

และด้วยที่เราเองทานมังสวิรัติ ในใจก็รู้สึกขัดๆ บ้าง แต่ก็ีมีความปิติอยู่อย่างหนึ่งคือ พระเหล่านี้ ได้ทานอาหารที่สมปรารถนา ทำให้เขาเกิดปิติที่ "ใจ"     แต่ถ้าวันใดวันหนึ่งอาหารที่เขาปรารถนาที่จะทานที่ "ปาก" เป็นอาหารที่ไม่มีเนื้อสัตว์ เพื่อทำให้ที่ "ใจ" ได้เกิดปิติ ก็จะสมบูรณ์แบบไม่น้อยทีเดียว 








Sunday, July 22, 2012

เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์แห่งชาติศรีลังกา National Museum


ห่างหายโพสบล๊อกมาสักพัก เพราะเดินทางกลับบ้านที่เมืองไทย ดีใจได้กลับมาเยี่ยมบ้าน เจอแม่ เจอพี่น้อง เจอเพื่อน อากาศเมืองไทยร้อนอบอ้าวมาก

แต่ตอนนี้กลับมาสู่บรรยากาศเดิมๆที่โคลัมโบอีกแล้ว อากาศโคลัมโบ ดีกว่ากรุงเทพ ร้อนไม่มาก มีลมจากทะเลมาเป็นระยะๆ 

ยามสุดสัปดาห์ไม่่รู้จะไปไหนดี เราก็ไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ ในโคลัมโบนี่แหละ มีอะไรให้ดูเยอะกว่าที่คิด จะเข้ามาชมพิพิธภัณฑ์ ต้องซื้อตั๋วด้วยค่ะ คนต่างชาติต้องจ่ายค่าตั๋ว 600 Rp แต่คนศรีลังกาหรือผู้ที่มี Resident Visa จ่าย 30 RP 


พอเราย่างเข้าประตู้รั้วพิพิธภัณฑ์เข้ามา ก็เจอต้้นไทรใหญ่ 
ในเมืองโคลัมโบ จะเห็นต้้นไทรใหญ่ๆ อย่างนี้เยอะมาก 


มีพระพุทธรูปสีขาว สร้างได้สวยเหมาะกับต้นไม้


ให้ดูความใหญ่ของต้นไม้ เมื่อเทียบกับคนยืน

นี่คือพิพิธภัณฑ์แห่งชาติศรีลังกา ในโคลัมโบ

การจะเข้าชมภายใน เขาห้ามถ่ายรูป แต่ถ้าเราอยากจะถ่ายรูป ต้องจ่ายเงิน 250 Rp สำหรับถ่ายรูป เราเลยจ่าย เพื่อจะเก็บภาพให้มากที่สุด 

ป้ายนี้บอกประวัติของสถานที่ไว้ว่า พิพิธภัณฑ์แห่งนี้สร้างเสร็จเมื่อ คศ 1876 
สร้างโดย Sir William  Henry Gregory ผู้ว่าเมือง Ceylon ชาวอังกฤษ ในสมัยที่ศรีลังกายังเป็นอาณานิคมของอังกฤษ

ด้านหลังอาคารจะมีรูปปั้นของผู้สร้างพิพิธภัณฑ์ Sir William  Henry Gregory

เราเข้ามาดูข้างในอาคารพิพิธภัณฑ์กันดีกว่าค่ะ มีทั้งหมด 2 ชั้น 
ส่วนใหญ่ของโบราณที่น่าสนใจจะอยู่ชั้น 1 เกือบทั้งหมด

ก้าวแรกที่เข้าประตูพิพิธภัณฑ์ ก็เจอพระพุทธรูปนี้ ทำจากหิน

ไหเซรามิคโบราณ ที่ค้นพบ


มีการพัฒนาขึ้นต่อมา โดยใช้เครื่องมือทำเซรามิค


แผนภาพการเคลื่อนย้ายกลุ่มเผ่าพันธ์มนุษย์ เชื่อกันว่าคนท้องถิ่นในเกาะศรีลังกาอพยพมาจาก อาฟริกา เมื่อหลายหมื่นปีก่อน โดยเดินทางข้ามมาทางอินเดียใต้ แล้วเข้าสู่เกาะศรีลังกา 

God Surya 
from Anuradhapura 10th Century AD


Goddess Durga
from Anuradhapura 10th Century AD


Buddha Image (งานจำลอง)
8th centaury AD from Vallipuram-Jaffna


พระพุทธบาท จำลอง
Replica of Buddha Footprint
2-3 century AC from Vavuniya


Roman Clay Pot
4 Century AC - Anuradhapura

Evolution of the Sinhala Cript
การพัฒนาตัวอักษร สิงหล ตั้งแต่ 3 BC - 15 AC


เราจะเห็้นเจดีย์ในศรีลังกาเป็นทรงกลมแบบนี้มากมากย ภาพนี้เขาอธิบายว่า ข้างในมีอะไรบ้าง 
ข้างในจะเก็บพระธาติให้ผอบสีทอง มีฐานเป็้นอิฐบล๊อก 7 ชั้น
ในเจ็ดชั้นนี้ จะแบ่งคร่าวๆ เป็น ชั้นสวรรค์ มนุษย์ และ เมืองพญานาค



นี่เป็นคำอธิบายภาษาอังกฤษ แปลกันเอาเองนะค่ะ

Goddess Tara 
 the consort of Avalokitesvara


Bodhisattava Sandals
รองเท้่ารูปปั้นพระโพธิสัตว์ ทำด้วยบรอนซ์ เชื่อว่าเป็นรูปปั้นสูง 3 เมตร แต่เหลือแค่่รองเท้า


Avalokitesvara Bodhisattava Tiriyaya
9th Century AC
Bronz - Hollow cast

Bohisattava Maitreya
9th-10th century AD, fromThuparama Vatadage complex, Anuradhapura

ท่ามือ หรือ Mudra  และท่านนั่ง หรือ Asana ของพระโพธิสัตว์ต่างๆ

รูปแบบของสถูปต่างๆ


Standing Buddha
9th century AD, from Veheragala, Anuradhapura

Mahayana Bodhisattava Avalokitesvara 
9th century , from Veheragala, Anuradhapura


อุปกรณ์ใช้ในก่อสร้าง เช่นตะปูอันใหญ่ พบที่ Abhayagiriya และ Sigiriya


ที่ประตูทางเข้าวัด เราจะเป็น นายประตู หรือ Guard Stone 
และฐานเหยียบครึ่งพระจันทร์ Half Moon อย่างนี้ 


Guard Stone

พระพิฆเนศร์

ระบบเก็บน้ำ Bisokotuva constitute สร้างโดยวิศวกรชาวศรีลังกาในสมัยโบราณ
เป็นระบบน้ำที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัย เกิดขึ้นครั้งแรกในโลกที่ศรีลังกา


เครื่องชามจากจีน มีการค้าขายสมัยราชวงศ์ซุง  960-1279 AC

Parvati Saint
11th-12th century AC, from Siva Devale No.4, Polonnaruva

Candikesvara Saint, the most popular Saiva saint
12th century AC, from Siva Devale No.5, Polonnaruva

Lankatilaka 
สถานที่บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นการสร้างที่สูงที่สุดประมาณ 5 ชั้น ที่ Polonnaruva 
สร้างโดย King Pararamabahu สร้างด้วยอิฐ และมีหล้งคา

เครื่องมือแพทย์สมัยโบราณ เป็้นกรรไกร
12th century AC, from Polonnaruva

ภายในพิพิธภัณฑ์ ชั้น 1


ภายในพิพิธภัณฑ์ ชั้น 1


เรากำลังอ่านข้อมูล และภาพถ่าย สถานที่โบราณต่างๆ ในเกาะศรีลังกา 
เผื่อมีโอกาสได้ไปชม 


เครื่องบริขารใช้ในพิธีต่างๆ มีช้อน ถาด ทำจากดิน
12th century AC, from Polonnaruva


Siva-Nataraja Saint (Hindu)
12the-13th century AC, from Siva Devale No.5, Polonnaruva 



Sundaramurtiswami Saint (Hindu), one of the Siva Saint
11th-12th century AC 


Saiva Saints (Siva-Bhaktas)  , Hindu
6th-10th century AC

ที่ขูดมะพร้าว

เครื่องประดับฝา


เครื่องมือคำณวนเวลาโบราณ โดยใส่น้ำที่กระโหลกมะพร้าวแกะสลัก ใต้กะโหลกมะพร้าวมีรูเล็กๆ น้ำที่หยดลงถ้วย ถ้าถ้วยใหญ่เต็ม ก็ถือเป็นเวลาชั่วโมง ถ้วยเล็กก็เป็นกี่นาทีก็ว่าไป 
  

ถาดพร้อมช้อน 


ช้อนใหญ่


ที่แขวนมีด แขวนช้อน


Dutch Swords


Chunam boxes


Betel Pounders

Arecanut Slicer


Betel stool tray

Jewelry boxes

Decorated brass panels

Sinhalese Ceremonial swords

Ceremonial Knives  มีดที่ใช้ในพิธีกรรม


Sword of Buvanekabahu of Yapahuva.



นี่เป็นคัมภีร์เกี่ยวกับศาสนาฮินดู เพื่อบูชาพระวิษณุ (Nayanar)
ในคัมภีร์นี้ บันทึกเป็น 3 ภาษา มีภาษาทมิฬ ภาษาเปอร์เซีย และภาษาจีน



ยอดเจดียน้อยที่อยู่ภายในเจดีย์ใหญ่


เซรามิค ขนส่งทางเรือมาจากจีน

เซรามิคในท้องถิ่นศรีลังกา 
18th AD.


ผลิตภัณฑ์ทำจากงาช้าง ชิ้นนี้เอาไว้ใส่ยา 


ตาชั่งน้ำหนัก ของ กษัตริย์ Rajasimha I แห่งเมือง Sitavaka 


เก้าอี้พระที่นั่งของ กษัตริย์ Wimala Dharmasuriya II  ซึ่ง ผู้ปกครอง Thomas Vanree ชาว Dutch ได้ถวายให้ในปี คศ 1693 

ที่นั่งนี้ใช้ต่อมาโดย กษัตริย์ 6 พระองค์ องค์สุดท้ายคือ กษัตริย์ King Sri Wickrama Rajasinghe เป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของศรีลังกา หลังจากกษัตริย์ถูกจับโดยทหารของอังกฤษในสมัยนั้น ดาบ เข็มขัด คฑา และเก้าอี้นี้ ก็ถูกส่งไปอังกฤษ ต่อมาก็ถูกส่งกลับมาศรีลังกาอีกครั้ง ในปี 1934


พานทอง ของกษัตริย์ เป็นทองแท้


เครื่องประดับต่างๆ ของกษัตริย์ เป็นทองแท้ทั้งหมด


เครื่องประดับทองแท้ 


ผลิตภัณฑ์ในสมัยนั้นทำด้วยงาช้าง มากมาย เช่นกล่องต่างๆ 


เครื่องใช้ และ ที่ประดับฝาผนัง




แม้แต่ของใช้ของสงฆ์ ทีใช้ในพิธีต่างๆ เช่น พัดในพิธี ขลุ่ย ที่ฉีดน้ำหอม

นี่เป็นส้วมในวัดของศาสนาพุทธ 


วัดของศาสนาพุทธในสมัยนั้นมีการจัดสุขอนามัยที่ดี ดูจากส้วม และห้องอาบน้ำ จะมีช่องพักน้ำเสีย 
มีบ่อส้วมใต้ดิน 

มีช่องระบาย พร้อมที่เหยียบ ทั้งหมดนี้ ทำด้้วยหิน 
สิงเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นอยู่ที่ถูกสุขอนามัยของพระสงฆ์ต่างๆในสมัยนั้น


เทพเจ้าวัว  (ฮินดู)


พระพิฆเนศ (ฮินดู)


พระศิวลึงค์ (ฮินดู)

ยานพาหนะของพระพิฆเนศ

พระเจ้าองค์หนึ่งของฮินดู


หลักการวัดเพื่อสร้างพระพุทธรูป

ศิลปการสร้างพระพุทธรูป

หลักการหาจุดสมดุลย์ ของพระพุทธรูป


พระพุทธบาทที่ค้นพบในที่่ต่างๆ 


พระพุทธรูปองค์นึงทรงยืน ทำด้วยหิน


พระโพธิสัตว์
9th century AC

นี่เป็นชั้นสองของพิพิธภัณฑ์ ไม่มีอะไรมาก มีแต่เครื่องประดับที่ขุดพบเจอ หรือรวบรวมจากที่ต่างๆ 

Courtesy: A.K.C. Coomaraswamy
Mediaeval Sinhalese Art


Courtesy: A.K. Commaraswamy
Mediaeval Sinhalese Art



Elephant & Swastika coins 
1st BC - 4th AD


Punch - marked coins
2nd BC - 6th AD


Dutch coins ( 1660-1796 AD)


Portuguese coins ( 1505-1658 AD)


Coins minted in Holland colonies



British coins ( 1796-1948 AD)


ธงของหมู่บ้านหนึ่งในสมัยก่อน


ธงโบราณ สิงโตรูปหัวคน


นี่ก็ธงโบราณ


อันนี้น่าสนใจ อาจารย์มหาวิทยาลัยที่ศรีลังกาท่านหนึ่งบอกว่า นี่เป็็นธงประจำชาติดั้งเดิมของประเทศศรีลังกา และต่อมาพัฒนาเป็นธงอย่างที่เราเห็นทุกวันนี้ คือสิงโตถือดาบ 

ให้ดูเปรียบเทียบ ธงศรีลังกาปัจจุบัน


ปืนใหญ่


นี่ก็เป็นปืนใหญ่ 

ปืนสม้ยก่อน


จำลองฉากการทำการเกษตรของคนท้องถิ่น ก็เหมือนบ้านเรา


นี่ก็ภาพฉากจำลอง การเก็บข้าวในยุ้งข้าว

รองเท้าแตะ 


ป้ายนี้น่าสนใจ เขาบอกว่า บิดาแห่งประเทศศรีลังกาคือ   The Hon D.S. Sennayaka (Ministry of Agricultural & Land)  ผู้ซึ่ง นำแท๊งค์น้ำและสร้างที่เก็บน้ำมากมายให้แก่ประชาชนและชาวนา เพื่อฟื้นฟูการเกษตร หลังจากที่พ้นจากการปกครองของอังกฤษแล้ว 
เพราะในช่วงอังกฤษปกครอง เกือบศตวรรษเป็นช่วงแห่งความมืดมน ไม่มีใครดูแลประชาชน อยู่กันแบบลำบากยากเข็ญ


นี่เป็นภาพวาดของบิดาของ The.Hon D.S. Sennayaka  อีกที สูงเท่าคนจริง


ประเพณีหนึ่งของคนศรีลัังกาคือการระบำหน้ากาก หน้ากากมีหลายประเภท
นี่เป็นแบบใหญ่สุด


แบบธรรมดา


หน้ากากแบบทรงสูง คงจะหนักน่าดู พวกนี้ทำจากไม้

หมดละ ไม่มีอะไรดูต่อละ ใช้เวลาก็ เกือบ 3 ชั่วโมง ในการชมและเก็บภาพ 


เดินมาด้านหลัังพิพิธภัณฑ์ ก็จะเห็นแท่นอะไรก็ไม่รู้ เขาไม่ได้ติดป้ายบอกอะไร 


จบละค่ะ สำหรับการท่องเที่ยวพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ ยังดีนะที่ชาวอังกฤษมีการสร้างไว้ ไม่งั้นการศึกษาประวัติ หรือรวบรวมมรดก ของโบราณต่างๆ คงกระจัดกระจาย เพราะคนศรีลังกา คงไม่มีความรู้เท่าไหร่ในสมัยนั้น 

ยังมีสถานโบราณทางภาคเหนือของศรีลังกาที่่น่าสนใจ สักวันเราจะไปเยี่ยมชม :-)