Galle Dutch Fort UNESCO world heritage

Fort-Galle  เป็นเกาะหมู่บ้านที่ชาวดัชท์ สร้างไว้เมื่อ ศตวรรษที่ 70 ก็คือประมาณ 400 กว่าปีมาแล้ว ตั้งอยู่ทางฝั่งทะเลตอนใต้ของศรีลังกา ห่างจากโคลอมโบประมาณ 117 Kms. ในสมัยนั้น ดัชท์เป็นทำการค้าขายและขยายอาณานิคมไปกว้างขวาง  ชาวดัชท์ได้สร้างป้อมปราการเป็นกำแพงสูงล้อมเกาะหมู่บ้านที่ตัวเองอยู่ กำแพงนี้ก็เพื่อป้องกันข้าศึก และจับเชลยขังไว้หลังกำแพง  ในตัวหมู่บ้านก็ทำรางน้ำใต้หมู่บ้านเป็นระบบ  นับว่าเป็นเทคโนโยลีสูงมากในสมัยนั้น

Fort-Galle นับว่าเป็นร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่พอสมควร และได้ประกาศเป็้นมรดกโลกโดยองค์กร UNESCO

Fort Galle

เรานั่งรถบัสปรับอากาศจากโคลัมโบใช้เวลา ประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง
หรือจะนั่งรถไฟก็ได้ แต่ช่วงนี้ เขากำลังปรับปรุงทางรถไฟสายนี้

ค่ารถบัสแอร์ก็ 275 Rp อาจจะขึ้นเรื่อยๆ 
เพราะน้ำมันขึ้นทีไร คนก็ประท้วงขอขึ้นค่ารถประจำ


พอลงรถบัส ด้านตรงกันข้ามก็เป็น Fort Galle เราก็มุ่งหน้าเดินไปทางนี้เลย


ระหว่างทาง มีการแข่งขันกีฬาสีของเด็กอนุบาล International School 


เขาแบ่งเป็้นกลุ่มตามฤดู 


นี่คือปากทางเข้าหมู่บ้านดัชท์

โบสถ์เก่าๆ 

ข้างทางจะมีบ้านทรงโบราณ บ้างก็มีการตกแต่งเพิ่มเติม

นี่ประตูแปลกๆ ถ่ายมาให้ดู


อีกแยกถนนนึง


นี่ก็อีกแยกนึง

 Layout ถนนจะแยกไปมาเป็นระบบ


พอเดินมาสุดขอบหมู่บ้าน ก็เห็นป้อมปราการ หรือ Fort


มองลงมาจากปราการ ก็จะเป็นทะเล
น้ำทะเลใสแจ๋ว

หอคอยสังเกตุการณ์ บนปราการ

บนปราการบางจุดก็เป็นคันดิน


ร้านอาหารอินเดีย ร้้านนี้คนเยอะสุดในเขตนี้


ชมพระอาทิตย์ตกบนปราการมรดกโลก

พระอาทิตย์สีทองแจ่มมาก


นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกก็ยืนชมพระอาทิตย์ตก


บรรยากาศครื้นเครงบนปราการขณะที่คนเฝ้าชมพระอาทิตย์ตก 
คนท้องถิ่นจะจับกลุ่มร้องเพลงเต้นรำ เสริมบรรยากาศสนุกสนาน



วันที่ไป เป็นวันมาฆบูชา ชาวบ้านจึงมาทำบุญที่วัดกันคึกคัก


ที่วัดก็ตกแต่งไฟ 


ภายในโบสถ์ มีพระนอน ผู้คนก็เอาดอกไม้มาถวาย


ภายนอกอาคาร คนก็ทยอยมาไหว้พระไม่ขาดสาย 
พระจันทร์เต็มดวง ทรงกลดด้วย สวยมาก

แล้วก็เดินกลับมาในตัวหมู่บ้าน เพื่อหาที่พัก 
มีโรงแรม เกสเฮาส์มากมาย เปิดตัวใหม่ๆ ให้บริการ 
เพราะมีนักท่องเที่่ยวมากขึ้นทุกปี

เช้าวันใหม่ เราก็ขึ้นมาชมหมู่บ้านดัชท์โบราณแห่งนี้ 
ภาพนี้ถ่ายจากชั้นสี่ เห็นโบสถ์ 
ซูมถ่ายรูปหอคอย


ถ่ายต้นมะพร้าวแบบ สูงเท่ากัน 


วิวหมู่บ้าน


ต้นไม้ที่นี้ ต้นใหญ่สวยดี


สถานที่นี้เป็้น Information Center 
สอบถามข้อมูลได้สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป


เป็นมูลนิธิ Galle Heritage Foundation

เราถามทางไปพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ แล้วเราก็เจอ


                        เดินเข้าไป ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ  ถ้ามีใครถามว่า เป็้นไกด์ให้ ปฎิเสธไปเลยค่ะ เพราะมีแค่ไม่กี่ห้องให้ดู แต่ละห้องน่าสนใจทั้งนั้น 
                        ของที่มาแสดง เป็นของที่เก็บได้จากใต้ท้องทะเล ในสมัยก่อน ชาวดัทช์ ชาวโปรตุเกส ชาวอังกฤษ จะสั่งสินค้าจากประเทศทางเอเชีย เช่น จีน ญี่ปุ่นและประเทศแถบแหลมทอง คือไทย พม่า เขมร พวกชามเซรามิค และจิวเวอรี่่ เพื่อนำเข้าประเทศในยุโรบ การเดินเรือจะผ่านเกาะศรีลังกา มีเรือมากมายเดินทางและแวะพักที่นี่ และมีเรือมากมายที่ล่มระหว่างทาง   มีคนพบของมีค่าอยู่ใต้ท้องทะเล อยู่ประจำ ส่วนใหญ่เป็นของโบราณพวกนี้ ในช่วงศตวรรษที่ 17-19 
                         พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จึงรวบรวมเอาของพวกนี้มาแสดง จิวเวอรี่บางชิ้นก็ขายเป็น Antiques ให้นักท่องเที่ยว 

โทรศัพท์โบราณ ต้องยืนคุยนะ 555

ห้องนี้เป็นพวกเครื่องใช้ไฟฟ้า อยู่หน้าสุดเป็นกล้องถ่ายรูป แบบมีพับๆ ยาวๆด้านหลัง 
เรียกอะไรไม่รู้ แต่โบราณสุดๆ 


เครื่องแผ่นเสียง พร้อมลำโพง ในตู้กระจกเป็นเครื่องพิมพ์ดีด

เขาว่านี่เป็นพระไตรปิฎกโบราณ เป็นบุญตาจริงๆ 


เหรียญโบราณ ศตวรรษที่ 8-14 

ห้องสมุดธนบัตร เห็นใบร้อยไทย ตู้โชว์นี้ไม่โบราณซะแล้ว 


เครื่องประดับโบราณ 

สมัยนั้นมีการถักไหมพรม โครเช  

จิวเวอรี่ชุดสร้อยตุ้มหู อลังการณ์มักๆ 


เครื่องประดับพลอย สร้อยเงิน ดีไซน์ไม่เกรงใจใคร

คนนี้ทำหน้าที่ขัดพลอย ให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปเป็นที่ระลึก 
ถ้าสนใจก็มีพลอยขายในห้องถัดไป


หินควอทซ์ ที่ยังไม่ขัด

ตาชั่งโบราณ

บ่อบาดาลโบราณ


คิดว่าน่าจะเป็นตราบริษัทยักษ์ใหญ่ VOC ในสมัยนั้นที่นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศไปยุโรบ


บริษัทยักษใหญ่นี้คือ VOC สั่งผลิตจานเซรามิค มีโลโก้บริษัทที่จาน


นี่ก็มีโลโก้  VOC


จานชามพวกนี้ เจอใต้ท้องทะเล เรือขนสินค้าคงจะจมกลางทะเล

นี้เป็นร้านกาแฟ ตบแต่งสวยด้วยอาคารโบราณ



เดินมาเรื่อยๆ เราก็เจอโบสถ์ All Saints Church Fort-Galle ใหญ่มาก แต่ไม่เปิดให้เข้าชม


ใกล้ๆ ก็เป็นอีกพิพิธภัณฑนึง Maritime Archaeology Museum 
แต่เสีียค่าประตู คนละ 600 Rp 
ด้วยความที่เราดูมาแล้วจากพิพิธภัณฑ์ก่อนนี้ ของแสดงน่าจะคล้ายกัน เลยไม่เข้าไปดู


รอบเกาะของหมู่บ้านนี้ มีกำแพงล้อมรอบ ทุกทิศอย่างนี้ 


นี่คงเป็นห้องยาม


หอระฆัง

เดินต่อมาอีกหน่อยก็เป็นอีกโบสถ์นึง ชื่อ Dutch Church


โบสถ์นี้เปิดให้ชมด้วย


เล่าประวัติว่ามีกลุ่มมิสชั่นนารี กลุ่มแรกเดินทางมาจากอังกฤษ ในวันที่ 30 ธันวาคม คศ 1813


ป้ายนี้เขียนว่า Overled 3 May 1766
หาศัพท์ Over led ไม่เจอ สงสัยเป็นศัพท์โบราณ ใครรู้ช่วยบอกด้วย

ภายในโบสถ์


นอกโบสถ์ มีป้ายคนสำคัญที่ล่วงลับไปแล้ว

ก่อนจะเดินออกนอกตัวหมู่บ้าน ก็จะเป็นปราการใหญ่ และ หอนาฬิกา


ปราการนี้ มีสองชั้น ช่วงระหว่างกลางเป็นคุก ไว้ขังเชลย
ถ้าข้าศึกตีเข้ามาได้ ก็จะโดนเชลยก่อน


บนปราการสูงแห่งนี้ ขอถ่ายรูปเป็นที่ระลึก


บริเวณลานปูนบนปราการใหญ่ ริมมหาสมุทร


ภาพต่อไปนี้เป็นวิวสวยๆ ขอปราการในมุมต่างๆ








เห็นรถบัสไม๊ คันนิดเดียว ปราการยาว และสูงมาก


มองจากปราการเป็นสนาม Cricket เหมือนกำลังเตรียมงานการแข่งขัน


อีกมุมนึงสวยๆ





เราเดินลงมาจากปราการแล้ว มาถึงรอบๆขอบสนามคริกเก็ต  
คนกำลังติดธงริมสนาม ปีนเสากัน 4-5 คน 

แล้วเราก็มาถึงสถานรถบัสเหมือนเดิม ขึ้นรถบัสกลับโคลอมโบ สามชั่วโมงครึ่งเหมือนเดิม  

ถ้าหากใครชอบเดินทางแบบ back pack เองแล้วต้องมาศรีลังกาแล้วขึ้นรถบัสเอง อาจจะต้องเจอมนุษย์กลิ่นตัวแรงในรถแอร์ พกยาดมไว้จะช่วยชีวิตได้ เพราะคนที่นี่กินหัวหอมกันน่าดู

ขอบคุณที่อ่านโพสอันยาวเหยียดนี้ นะค่ะ













No comments: