Sunday, April 22, 2012

เที่ยว Sigiriya เมืองคนบาป



ในที่สุดเราก็ได้มาเที่ยวสถานที่มรดกโลกอีกแห่งหนึ่งคือ สิกิริยา หรือ Sigiriya ได้ยินชื่่่อนี้จากเพื่อนว่าสวยน่าไปมาก ต้องมาให้ได้ และก็ได้มาสมใจ

Sigiriya อยู่ห่างจากเมือง Kandy ประมาณ 60 กม ใช้เวลาในการนั่งรถจากตัวเมือง Kandy ประมาณ 2-3 ชั่วโมง

Sigiriya : Lion Rock : Kandy : Sri Lanka 


เมืองสิกิริยา เดินทางสู่ ยอดเขาสิกิริยา (SIGIRIYA) เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดเดินขึ้นบันได 2,200 ขั้น ซึ่งบนยอดเขานี้ในอดีตเป็นพระราชวังเก่า ชม ป้อมปราการเป็นสิ่งมหัศจรรย์แห่งเดียวบนเกาะนี้รู้จักกันดีในชื่อ LION ROCK หรือ แท่นศิลาราชสีห์ บนยอดศิลาจะพบซากปรักหักพังของพระราชวังในอดีต ชม ภาพเขียนสีน้ำของชาวสิงหล เป็นภาพนางอัปสรสวรรค์ ที่มีอายุพันกว่าปีและถูกจัดให้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก




ประวัตของสถานที่แห่งนี้น่าสนใจมาก สถานที่นี้ เรียกว่าเป็นสถานที่คนบาปเจ้าชายกัสสปะ ผู้ฆ่าบิดาตัวเอง แล้วสร้างเมืองบนเขาบำเรอความสุข ก็คือ เมืองสิกิริยา (Sigiriya) : พระราชวังลอยฟ้า อนุสรณ์สถานคนบาป

มาดูประวัติความเป็นมาของสิกิริยากัน

           สิกิริยา มีประวัติความเป็นมายาวนาน นับตั้งแต่พุทธปรินิพพานได้ 277 ปี พระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ ได้เสด็จประพาสและตั้งชื่อภูเขาแห่งนี้ว่าสีหคีรี ซึ่งแปลว่า เขาสิงห์ ต่อมาใน พ.ศ.440-454 พระเจ้าปุลหัตถะได้สร้างป้อมพร้อมศาลาโรงธรรมไว้ที่นี่ ในรัชสมัยของพระเจ้าพาหิยะได้สืบทอดเจตนารมณ์ของพระราชบิดาโดยการสร้างโรงทานสำหรับพระภิกษุ จนมาถึงในรัชสมัยพระเจ้ากัสสปะ พ.ศ.1020 ได้ทรงสร้างสีหคีรีนี้เป็นป้อมปราการและเป็นพระบรมมหาราชวังด้วย

           การที่จะสร้างให้สิกิริยาเป็นราชธานนี้ มีมาตั้งแต่รัชสมัยพระเจ้าธาตุเสน ราชธานีของพระองค์อยู่ที่อนุราชปุระ พระองค์มีพระราชประสงค์จะเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่มีอำนาจทั้งฟ้าและดิน จึงต้องหาที่สร้างวังบนยอดเขา ต่อมาเจ้าชายกัสสปะพระราชโอรสผู้ประสูติจากมเหสีฝ่ายซ้ายซึ่งเป็นหญิงสามัญชน ได้ยึดอำนาจการปกครองจากพระเจ้าธาตุเสน ทำให้เจ้าชายโมคคัลลาน์ รัชทายาทซึ่งประสูติจากสมเด็จพระราชินีต้องลี้ภัยไปอยู่ประเทศอินเดีย

         หลังจากเจ้าชายกัสสปะ ได้จับพระราชบิดาขังคุกแล้วโบกปูนปิดทับทั้งที่ยังมีพระชนม์ชีพ จากนั้นก็สถาปนาพระองค์เองเป็นพระมหากษัตริย์ ทรงไม่โปรดที่จะครองราชย์อยู่ที่อนุราธปุระ ทรงย้ายราชธานีมาอยู่ที่สิคีริยา ใช้เวลาในการสร้างนาน 7 ปี

          พระเจ้ากัสสปะครองราชย์อยู่นาน 18 ปี ก็ถูกเจ้าชายโมคคัลาน์ พระอนุชาต่างพระมารดา ยกทัพมาจากประเทศอินเดียมาชิงพระราชบังลังก์คืน ทรงล้อมสีหคีรีไว้แน่นหนา พระเจ้ากัสสปะไม่มีทางสู้ จึงตัดสินพระทัยปลิดพระชนม์ชีพพระองค์เองในพระราชวังบนขุนเขาแห่งนี้

           สิกิริยา เป็นอนุสรณ์สถานของคนบาป ลูกฆ่าพ่อเพื่อชิงราชบัลลังก์ ทั้งๆ ที่พระเจ้าธาตุเสนเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีพระราชหฤทัยดี มีเมตตา เป็นที่ยกย่องของข้าราชบริพารและพสกนิกรของพระองค์


ทางเข้าก่อนถึง Lion Rock

เวลาผ่านไป ขุนเขาสีหคีรีก็ถูกทอดทิ้งเป็นเมืองร้างนานนับศตวรรษ ต้นไม้ใบหญ้าขึ้นปกคลุมเป็นป่ารกชัฏ เต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์นานาชนิด ล่วงมาจนถึงศตวรรษที่ 19 พันเอกเบส ฟอร์เบส นายทหารอังกฤษได้เป็นผู้ค้นพบความลับในป่าลึก เขาได้บันทึกถึงสภาพแวดล้อมของสีหคีรีไว้อย่างละเอียด แต่ก็ไม่สามารถคลำทางไปจนถึงยอดของสีหคีรีได้ 

ต่อมาในพ.ศ. 1853 อดัมส์และเบเลย์ พร้อมด้วยชาวพื้นเมืองอีก 2 คน ได้ปีนเขาขึ้นไป สำรวจพบภาพจิตรกรรมฝาผนัง ภาพชุดแรกที่เขาค้นพบเป็นรูปสิงโต ต่อมาในปี พ.ศ.1875 เดวิดก็พบภาพชนิดเดียวกันทางด้านตะวันตก ภาพเหล่านี้ลบเลือนไปบ้าง กรมศิลป์ฯ แห่งชาติ จึงได้เข้าไปอนุรักษ์ไว้เป็นครั้งแรก

ในปี พ.ศ. 1876 บัดเลย์ ตีพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับสิ่งก่อสร้างบนเขาแห่งนี้ ได้มีการกล่าวถึงทางขึ้นทางด้านทิศตะวันตก ซึ่งถูกปิดด้วยป่าทึบ มีผู้ค้นพบคูน้ำและป้อมกันภัย ต่อมานายเอช ซี พี เบล อธิบดีกรมโบราคดีได้ค้นพบทางขึ้นด้านตะวันออก โดยจ้างคนไต่เขาขึ้นไปหาภาพเขียนเพิ่มขึ้น เริ่มทางป่ารอบๆ เขา และเริ่มบูรณะจิตกรรมโบราณนี้อย่างจริงจังตั้งแต่ปีพ.ศ. 1894


ฟังประวัติแล้ว ทำให้สถานที่นี้น่าสนใจมาก เขาเล่าว่า การก่อสร้างราชวังบนเขาหิน มีการใช้เทคนิคการทำระบบน้ำที่ค่อนข้างดี มีสระน้ำและทางระบายน้ำ เรามาเริ่มเที่ยวกันเลยดีกว่า

เมื่อจอดรถเสร็จ ทางเดินเข้ามาก็จะเห็นป้ายแผนที่ 

ป้ายแผนที่

ก่อนจะเดินเข้าไปสู่สถานที่จริง สิกิริยา เราควรจะเข้าไปดูพิพิธภัณฑ์ของสถานที่นี้เสียก่อน เพื่อรู้ประวัติ และเห็นของโบราณที่พบ  พิพิธภัณฑ์นี้ได้รับความร่วมมือจากประเทศญี่ปุ่นช่วยจัดทำ


ทางเข้าพิพิธภัณฑ์ แต่ในพิพิธภัณฑ์ เขาไม่อนุญาติให้ถ่ายรูป เลยไม่ได้ลงรูปให้ดูค่ะ


นั่นช่องซื้อตั๋วอยู่ด้านซ้ายมือของรูป ตั๋วราคา USD 30

ตั๋วเข้าบริเวณ Sigiriya ราคา USD 30 

ตั๋วเข้าชม ราคา USD 30 หรือประมาณ 3700 Rp  มี ซีดีให้แผ่นนึง แต่ไม่มี Brochure นะค่ะ ให้เดินตามๆ คนอื่นไป หรือถ้ามีไกด์ก็ดีไป  

นักท่องเที่ยวที่มาเอง หรือ Backpack ก็จะไม่่รู้ว่ามีอะไรตรงไหน เพราะไม่มีเอกสารแจก สำหรับให้นักท่องเที่ยวถือติดมือให้ดู   สถานที่ท่องเที่ยวประเทศไทยทำดีกว่าเยอะ





พอเราเดินผ่านพิพิธภัณฑ์ จนทะลุออกมาเป็นทางเข้าสู่ สิกิริยา ภาพนี้เป็นบริเวณรอบๆ 


Sigiriya Lion Rock : Height 370 meters
เป้าหมายคือเขาหินก้อนนั้น ความสูง 370 เมตร ที่เราจะต้องปีนขึ้นไปบนนั้น

ขั้นบันไดสำหรับปีนขึ้นไป เป็นหินทั้งสิ้น 2200 ขั้น ปีนขี้นไปดูข้างบนกัน



ก้อนหินใหญ่ๆ ทั้งนี้ ขอถ่ายรูปหน่อยนะ


คุณป้าก็พยายาเต็มที่ที่จะปีนขึ้นไป 


ปล่องทางเดินที่จะต้องไต่ เพื่อเข้าไปดูภาพวาดสี สิกิริยา ก่อนขึ้นไปยอดบนสุด


นักท่องเที่ยวพักเหนื่อย  เตรียมตัวปีนขึ้นปล่องเพื่อเข้าไปดูภาพสิกิริยา 


Sigiriya Paint
เมื่อขึ้นมาถึง ภาพวาดสิกิริยา ภาพผู้หญิงเปลือยอกในชุดโบราณ ไม่มีหลักฐานว่าใครเป็นคนวาดภาพเหล่านี้บนผนังหิน แต่สียังคงสภาพ ไม่เลือนหาย สันนิษฐานว่า น่าจะใช้น้ำผึ้ง และไข่แดง เป็นสีวาด 


Sigiriya Paint

Sigiriya Paint

Sigiriya Paint
เขาให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปได้ แต่ห้ามใช้แฟลช 


Mirror Wall : Sigiriya
พอดูภาพเสร็จ ก็เดินมาตามทางเดิน ซึ่งเรียกว่า กำแพงกระจก ในสมัยก่อนกำแพงนี้คงจะใช้เป็นกระจกส่อง ในสมัยนั้นไม่มีกระจกเงา จึงมีการเคลือบกำแพงด้วยวัสดุบางอย่างที่เงา  
แต่ตอนนี้กำแพงนี้ไม่เงาแล้ว เขียนป้ายให้รู้ว่า นี่คือกำแพงกระจกเงานะ ห้ามแตะ


ทางเดินตามกำแพงกระจก Sigiriya
ช่องทางเดินกระจกเงา สร้างตามขอบหิน  ถ่ายรูปให้ดูพร้อมนายแบบ

จุดพักก่อนขึ้นพระราชวังบนเขาสิงห์
เมื่อไต่มาตามทางกำแพงกระจก เดินทะลุออกมาเรื่อยๆตามขอบเขา ก็มาถึงจุดพัก ก่อนขึ้นสู่ยอดเขา พระราชวังโบราณของเจ้าชายกัสสปะ



ลิงบนต้นไม้
ตามต้นไม้แถวนี้ มีลิงอยู่หลายตัว แต่เขาติดป้ายให้ระวัง เพราะลิงอาจทำอันตรายได้


ทางขึ้นเขาสิงห์
ประตูก่อนทางขึ้นปราสาทราชวังบนเขาหิน มีเท้า สิงโตใหญๆ สองข้าง 


เท้าสิงห์ ถูกสร้างเมื่อ ศตวรรณที่ 5
Left foot



Right foot 

My photo :-)

Top of Lion Rock : Palace of Gassapa King
และแล้วเราก็มาถึงจุดบนสุดของเขาสิงห์ พระราชวังโบราณ



หลายๆคนต้องเท้าสะเอวเพื่อหายใจคล่อง คลายเหนื่อย หลังจากไต่บันได้มาซะสูงเลย


เจ้าตัวนี้ก็ลิ้นห้อยเลยหละ  



ท้องฟ้าสวยๆ บนจุดสูงสุดเขาเขาสิงห์ พระราชวังคนบาป


มุมถ่ายภาพสวยๆ 



ขอถ่ายรูปบ้าง เห็นวิวข้างล่างด้วย


มุมนี้ก็สวย โชคดีที่อากาศวันนี้ฝนไม่ตก เมฆก็สวย

มองลงไปข้างล่าง เห็นทางเดินเล็กนิดเดียว

และเราก็เริ่มเดินชมพระราชวัง  เห็นสระน้ำ ไม่ใช่บ่อศักดิ์สิทธิ์นะ 
แต่น่าจะเป็นสระสรงน้ำ 

บันได ทางลงสระน้ำ สลักหินเป็นบันได


ป้ายนี้เขียนว่า Throne บัลลังก์ของกษัตริย์


มองมุมบนของ Throne


บริเวณพระราชวัง



บริเวรพระราชวัง ถ่ายให้เห็นวิวข้างล่าง


ภาพเก็บตกมาฝาก 


อีกภาพนึง 


จากนั้นเราก็ลงเขา อีกทางนึง ง่ายกว่าเดิม 
แต่รูปนี้ถ่ายให้เห็นทางขี้นอันเก่า โหดและเสียว คนไม่ค่อยกันใช้ทางนี้กันแล้ว

ระบบน้ำ ทำเป็นท่อระบาย และจุดพักน้ำ คนสมัยนั้นฉลาดจริงๆ


บันได้ก็สกัดหินเป็นบันได 


ลานนั่งบนหินก้อนโต ใต้ต้นไม้ ได้บรรยากาศร่มรื่นธรรมชาติ



นี่ก็ที่นั่งพักอีกที่




อันนี้เป็นที่ประทับว่าความ ห้ามคนไปนั่งเล่น น่าจะเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์


ที่ประทับว่าความอยู่บนหินก้อนที่นอนอยู่(ด้านขาว) ซึ่งก้อนนี้ถูกผ่าครึ่งมาจากก้อนที่ตั้งด้านซ้ายมือ 
แต่ก่อนเป็นหินก้อนเดียวกัน


ทางเดินกลับ ก็สวย เห็นก้อนใหญ่ๆและต้นไม้ บรรยากาศร่มรื่นดีมาก


มุมนึงก็ที่ประทับนั่ง ใต้ถ้ำ


อันนี้ไม่รู้ทำอะไร ถ่ายมาให้ดู




Sigiriya : Cobra Head 
เจ้าหน้าที่เขาแนะนำว่า นี่เป็นก้อนหินรูป Cobra หรืองูเห่าแผ่แม่เบี้ย


Sigiriya : Cobra Head
อีกภาพของหินคอบบร้า


ทางเดินกลับไปที่จอดรถสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ (Foreign Parking)  แต่ป้ายมีบอกไม่ตลอดนะ อาจจะหลงได้ง่ายๆ  ต้องถามเจ้าหน้าที่  มีเจ้าหน้าที่คนนึงนำทางให้เรา พอมาถึงที่จอดรถ ขอตังด้วย เลยให้ไป 50 Rp แต่เขากลับขอว่าไม่พอ ขอ 100 Rp แน่ะ  เป็นเจ้าหน้าที่แต่กลับมาขอเงิน ทั้งๆที่เป็นหน้าที่ของเขาอยู่แล้ว ที่ควรจะให้ความสะดวกนักท่องเที่ยว 

นี่คือข้อเสียการมาเที่ยวศรีลังกา จะต้องจ่ายเงินยุบยับตลอดทาง เห็นนักท่องเที่ยวเป็นตู้เงิน ถ้าตุกติ๊กโกงได้ ก็จะโกง และไม่มีการควบคุมราคาให้นักท่องเที่ยว 


ภาพเก็บตกอีกภาพ หมากำลังงับตัวเงินตัวทอง แต่คนขับรถเราใจดี จอดรถ และไปไล่หมาทัน
 เจ้าเหยื่อตัวนี้เลยรอดชีวิต