Saturday, October 20, 2012

วัดทีปทุตตมาราม

เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่าน เพื่อนรุ่นพี่คนไทยที่อาศัยอยู่ในโคลัมโบด้วยกัน ชวนไปเที่ยววัดๆนึง เขาหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ทและรู้สึกสนใจมาก วัดนี้มีชื่อว่า วัดทีปทุตตมาราม  พอได้ไป รู้สึกขอบคุณพี่เขามาก เพราะวัดนี้เป็นวัดไทยที่เก่าแก่สมัยรัชกาลที่ 5 เจ้าชายแห่งสยามมาสร้างไว้ ทำให้เราได้สัมผัสถึงธรรมบารมีของราชวงศ์ไทยจริงๆ

พอกลับมาก็หาข้อมูลโดยละเอียด และเห็นในเวปของสถานฑูตไทยในศรีลังกาได้บอกประวัติ เลยขอยืมมาคัดลอกให้อ่านกัน ก่อนเราจะไปดูรูปใน trip ครั้งนี้นะค่ะ

**ประวัติวัดทีปทุตตมารามข้างล่างนี้ เนื้อหาคัดลอกมาจากเวปไซด์ของสถานฑูตไทยในศรีลังกานะค่ะ   ส่วนภาพก็มีเพิ่มเติมจากที่ไปเยี่ยมชมวัดมา เลยเอารูปมาประกอบค่ะ**

วัดทีปทุตตมาราม (Dipaduttamarama Purana Thai Raja Maha Viharaya) ตั้งอยู่ที่ Kotahena,Colombo13 เป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดในกรุงโคลัมโบสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2318

วัดนี้มีความสำคัญต่อชุมชนชาวพุทธในศรีลังกาเพราะเป็นที่จำพรรษาของ Ven. Migettuwatte Gunananda Maha Thero ซึ่งได้พัฒนาวัดในช่วงประมาณปี พ.ศ. 2416 จนกลายเป็นวัดขนาดใหญ่ที่ทันสมัยที่สุดในประเทศในยุคนั้น

โดยวัดเป็นศูนย์กลางในการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในศรีลังกา และโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ก็ได้เกิดขึ้นในยุคนี้ นอกจากนี้ พระรูปดังกล่าวยังเป็นนักต่อสู้เพื่อพระพุทธศาสนาในยุคที่ศรีลังกาอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ

ทั้งนี้ธงฉัพพรรณรังสี (ธงห้าสี) ซึ่งเป็นธงพระพุทธศาสนาก็ได้รับการออกแบบโดยกลุ่มนักต้อสู้เพื่อปกป้องพุทธศาสนาและได้รับการชักขึเนเสาที่วัดแห่งนี้เป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2428 ปัจจุบัน Ven. Waskaduwe Mahindawansa Maha Nayaka Thero ซึ่งเป็น Mahanayake Thera แห่ง Sambuddha Saddharmodhaya Maha Nikaya ซึ่งเป็นพุทธนิกายอมรปุระเป็นเจ้าอาวาสของวัด โดยพระรูปดังกล่าวยังเป็นเจ้าอาวาสวัด Sri Subhuthi Maha Viharaya เมือง Waskaduwa ด้วย

ธงฉัพพรรณรังสี (ธง 5 สี) เป็นธงประจำพุทธศาสนา
ของประเทศศรีลังกา

วัดทีปทุตตมารามเป็นวัดที่มีความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ลึกซึ้งกับประเทศไทยเนื่องจากพระชินวรวงศ์ (พระวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์) เคยเป็นเจ้าอาวาสระหว่างปี พ.ศ. 2448-2453 และได้รับการสถาปนาเป็นสังฆนายกแห่งนครโคลัมโบของนิกายรามัญและอมรปุระ ซึ่งนับเป็นชาวต่างชาติคนแรกที่ได้รับตำแหน่งนี้

พระวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์เสด็จมาทรงอุปสมบทเป็นพระภิกษุในศรีลังกาเมื่อวันที่ 1 พ.ย. พ.ศ. 2439 ที่วัด Sri Subhuti Maha Viharaya เมือง Waskaduwa โดย Ven. Rajguru Sri Subhuti Nayaka เจ้าอาวาส ซึ่งเป็นพระที่มีชื่อเสียงของศรีลังกาเป็นพระอุปัชฌาย์ ทรงมีสมณนามว่า พระชินวรวงศ์ (Rev. Jinavaransa) แต่เป็นที่รู้จักกันในนามว่า Prince Priest (Gumara Hamuduruvo)
ภาพวาดพระองค์เจ้าปฤษฎางค์
ผนวชเป็นพระภิกษูที่ฝาผนังวหาร

ก่อนที่จะทรงลาสิกขากลับประเทศไทย พระชินวรวงศ์ได้รับความเคารพจากชาวพุทธศรีลังกามากและมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการศึกษาแก่เยาวชนในศรีลังกา ทรงจัดตั้งโรงเรียนสำหรับเด็กหญิงและเด็กชาย มีชื่อตามลำดับว่า Gunananda Vidhayalaya และ Prince College

ป้ายโรงเรียน ส่วนรูปคนที่ติดด้านล่าง อย่าได้สนใจนะค่ะ
เป็นรูปนักการเมืองมั้ง !



โรงรียนเด็กนักเรียนมัธยม
ส่วนโรงเรี่ยนมเด็กเล็กอยู่ด้านหลัง ค่ะ


อาคารส่วนนึงของโรงเรียน


วัดทีปทุตตมารามมีสิ่งก่อสร้างที่สำคัญ คือ วิหารพระพุทธไสยาสน์ หอประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ และรัตนเจดีย์ ซึ่งเจดีย์นี้พระชินวรวงศ์เป็นผู้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2451 โดยเป็นศิลปะผสมผสานระหว่างอินเดีย ศรีลังกาและไทย โดยยอดฉัตรรัตนเจดีย์ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงเป็นสิ่งก่อสร้างที่สำคัญสำหรับประวัติศาสตร์ระหว่างสยามกับศรีลังกา

วิหารพระพุทธไสยยาสน์
เมื่อวันที่ 24 ม.ค. 2482 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พร้อมด้วยสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนวัดนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลได้ทรงปลูกต้นไม้มงคล คือ ต้นจันทน์ไว้เป็นที่ระลึก



ต้นไม้ที่ รัชกาลที่ 8 ทรงปลูกไว้
ปีนี้ต้นนี้ก็อายุ 73 ปีแล้ว

หลังจากนั้น ในปี พ.ศ. 2493 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พร้อมด้วยสมเด็จ พระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จฯ เยือนวัดนี้ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงปลูกต้นจันทน์อีกต้นหนึ่งไว้คู่กัน


นี่เป็นต้นที่รัชกาลที่ 9 เราปลูกเอาไว้
ตอนนี้ต้นไม้ก็อายุ 62 ปีแล้ว

เมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2542 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จเยือนวัดนี้ ทรงร่วมพิธีบูชาพระบรมสารีริกธาตุ และทรงปลูกต้นไม้มงคลไว้ 1 ต้น และทรงได้บูรณะอาคารวัดใหม่ด้วย


ต้นที่เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์มาปลูกไว้
ปีนี้ 2555 ก็อายุ 13 ปีแล้ว จะเห็นว่าลำต้นจะใหญ่ตามอายุที่ปลูกจริงๆ 



นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2543 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ Ven. Waskaduwe Mahindawansa Maha Nayaka Thero เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร แทนพระองค์ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายพระบรมสารีริกธาตุ


วัดทีปทุตตมารามได้รับพระราชทานผ้าพระกฐินพระราชทานจำนวน 5 ครั้ง ในปี 2539 2543 2546 2548 และ 2551

เมื่อปี 2551 Ven. Waskaduwe Mahindawansa Maha Nayaka Thero ได้ขอความอนุเคราะห์รัฐบาลไทยในการบูรณะซ่อมแซมยอดฉัตรรัตนเจดีย์ที่ได้เสื่อมสภาพลงตามกาลเวลา ต่อมาในปี 2552 กระทรวงการต่างประเทศได้สนับสนุนงบประมาณในการนำยอดฉัตรรัตนเจดีย์กลับไปบูรณะในไทยโดยผู้เชี่ยวชาญจากกรมศิลปากร ต่อมาเมื่วันที่ 3 มี.ค. 2553 นายปิยวัตร นิยมฤกษ์ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้นำคณะผู้เชี่ยวชาญมาติดตั้งยอดฉัตรรัตนเจดีย์และร่วมพิธีสมโภชยอดฉัตรฯ
            ทั้งนี้ ในการบูรณะซ่อมแซม มีวัสดุคงเหลือ ได้แก่ ยอดฉัตรเดิมที่อยู่ในสภาพชำรุด วัสดุหักพังจากโครงยอดฉัตร และเศษผงทอง ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้นำวัสดุคงเหลือดังกล่าวทำวัตถุมงคลเพื่อเผยแพร่พระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยที่เป็นองค์อุปถัมภ์พระพุทธศาสนา และเป็นกิจกรรมหนึ่งในการเฉลิมฉลองในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธ.ค. 2554 โดยได้นำวัสดุคงเหลือเฉพาะส่วนที่เป็นทองแดงหนักประมาณ 8 ก.ก. และเศษผงทองอีก 10.5 กรัม ผสมเป็นมวลสารจัดทำพระพุทธรูป เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 1 องค์ และจัดทำพระเครื่องปางลีลา ให้ประชาชนทั่วไปบูชา และนำรายได้ภายหลังหักค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 
ทั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ส่งดินทรายจากบริเวณใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ภายในวัด Kelaniya Raja Maha Viharaya และดอกมะลิแห้งจากแท่นบูชาพระเจดีย์ทองคำที่บรรจุพระธาตุเขี้ยวแก้วเพื่อใช้เป็นมวลสารศักดิ์สิทธิ์ในการจัดทำพระพุทธรูปและพระเครื่องปางลีลาดังกล่าวด้วย


** จบข้อมูลที่คัดลอกมาค่ะ**

ภาพข้างล่างเอามาฝากนะค่ะ ภายในอาคารมีการปั้นเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธศาสนาไว้มากมาย เห็นถึงความศรัทธาอย่างมากมายของคนศรีลังกาในพระคำสอนของพระพุทธองค์














จริงๆพระพุทธรูปถูกปิดด้วยผ้า ก็ไม่่เข้าใจเหมือนกัน พระพุทธรูป หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เขากราบไหว้ องค์สำคัญๆ คนศรีลังกาเขาจะต้องเอาผ้ามาปิดไว้ ไม่โชว์เต็มๆ  
เราเลยต้องสอดกล้องเข้ามาถ่ายเอาแบบนี้ค่ะ 


พระนอนองค์นี้ใหญ่มาก ถูกผ้าปิดไหว้เหมือนกันเลยถ่ายภาพไม่ได้เต็มๆ 





พอดีวันที่ไปกับเพื่อนๆ พวกเราได้เจอพระไทยรูปหนึ่ง ท่านเลยมาทักทายคนไทยด้วยกัน

ด้านหน้าวัดมีพระพุทธชินราชด้วยค่ะ


บริเวณด้านหน้าเช่นกัน ก็มีพระพุทธรูปสีขาว อยู่ใต้ต้นไม้ สไตล์ศรีลังกา
แต่สังเกตดีๆ พระเศียรของพระพุทธรูปองค์นี้จะแหลมสไตล์ไทยค่ะ 

พระเศียรของพระพุทธรูปศรีลังกาจะมนคล้ายผมคนจริงๆ 


จบการเยี่ยมชมวัดประวัติศาสตร์ไทยในศรีลังกาแล้ว คนไทยท่านใด ถ้าได้มาศรีลังกา ต้องมาที่นี่ให้ได้นะค่ะ เป็นวัดประวัติศาสตร์จริงๆ