Monday, December 3, 2012

งานวันพ่อ 2 ธันวาคม 2512

ในวันที่ 2 ธันวามคม 2512 สถานฑูตไทยมีการจัดงานวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ณ กรุงโคลัมโบ ที่ทำเนียบเอกอัครราชฑูตไทย  มีการเลี้ยงพระ และจุดเทียนถวายพระพรด้วย งานนี้สำหรับคนไทยและครอบครัว มาร่วมงาน

ช่วงเช้าก่อนเวลาพิธีจะเริ่ม คนเริ่มทยอยมา และนั่งรอที่ห้องพิธี



ส่วนภายในครัวก็ทำงานหนักจัดเตรียมอาหาร 


พอได้เวลา 10 โมงเช้า พระท่านก็เดินทางมาถึง มีพระไทย สองรูป และมีพระภิกษุณีสองรูป



ทุกคนทีมาหลังจากลงนามถวายพระพรในสมุดลงนาม ก็มานั่งรอ คนที่มาจะใส่ชุดไทยกัน


หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ก็แจกเทียนถวายพระพร

เมื่อทุกคนได้เทียนกันถ้วนหน้าแล้ว


ท่านเอกอัคราชฑูต ก็จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย


พระก็มีการสวดมนต์ อวยพร 


หลังจากนั้นก็จุดเทียนต่อๆกันทุกคน เป็นการจุดเทียนชัยถวายพระพร
ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี และเพลงสดุดี 


เมื่อเสร็จพิธี ก็เชิญพระสงฆ์ฉันภัตตาหาร



ส่วนภิกษุณี ก็ฉันอีกห้องหนึ่ง เป็้นอาหารเจ


เราก็แอบมาดูอาหารของทุกคนบ้าง มีขนมไทย ทำโดยคนไทยที่นี่แหละ ดูน่ากิน มืออาชีพมากๆ

เครื่องอัฐบริขารและจตุปัจจัย สำหรับพระที่มา รอเตรียมถวาย

ช่วงที่รอพระฉันอาหาร พวกเราทุกคนก็เริ่มเป็นนางแบบกันใหญ่ เราก็ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก

ถ่ายรูปกับเพื่อนๆคนไทยที่นี่


ทุกคนก็ถ่ายรูปกันใหญ่ สนุกสนานมาก โดยเฉพาะถ่ายรูปกับภาพพระบรมฉายาลักษณ์ 
แย่งมุมนี้กันมาก เป็นจุดไฮท์ไลท์มุมถ่ายรูป


ส่วนบุคคลไฮท์ไลท์ที่ทุกคนแย่งถ่ายรูปด้วยคือ ท่านเอกอัครราชฑูตและภริยา  
และเราก็ต้องไม่พลาด ได้รับเกียรติ์ ท่านถ่ายรูปด้วย 


และยังได้ถ่ายรูปร่วมกันเจ้าหน้าที่สถานฑูตที่น่ารักใจดีทั้งหลาย



ภาพนี้ก็แอบถ่ายมา ทีมสถานฑูตและการบินไทย



เมื่อพระสงฆ์ฉันอาหารเรียบร้อยแล้ว ก็มีการถวายเครื่องอัฐบริขารและจตุปัจจัย


พ่อของเรา


จากนั้นพระสงฆ์ไทยที่เชิญมา ก็กล่าวคำปราศัยเล็กๆน้อย ท่านก็กล่าวถึงระบอบพระมหากษัตริย์ไทยที่มีมายาวนาน สร้างคุณประโยชน์มหาศาล และพูดถึงหลักธรรมทั่วไปว่า อายุคนเราไม่สำคัญ แต่สำคัญที่เมื่อมีชีวิตอยู่สร้างประโยชน์อะไรไว้บ้าง ถ้าสร้างประโยชน์ไว้มาก คนก็อยากให้อยู่นานๆ แต่คนไม่ดี ถ้าอยู่นาน ก็มีโอกาสทำลายได้นาน   รวมๆแล้วท่านพูดได้ดีมากค่ะ


จากนั้นก็มีการมอบเหรียญที่ระลึก ส่งมาจากกระทรวงการต่างประเทศให้กับทุกคน
ที่ลงนามถวายพระพร มอบโดยท่านเอกอัคราชฑูต


นี่เป็นเหรียญที่แจกค่ะ 


เมื่อมอบเหรียญเสร็จ ก็เป็นอันเสร็จพิธี จากนั้นทุกคนรับประทานอาหาร 


นี่คือหน้าตาอาหารไทยแท้ๆ ในศรีลังกา  
นอกจากอาหารไทยที่น่ากินแล้ว ยังมีอาหารเจด้วยค่ะ 
ขอบคุณแม่ครัวและภริยาท่านฑูต และเจ้าหน้าสถานฑูตไทยที่มีอาหารเจให้เราได้ทาน 


งานลอยกระทง



ณ ร้านอาหาร Lemon Grass  มีการจัดงานลอยกระทง เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2012   มีอาหารและพิธีลอยกระทงเล็กๆน้อยๆ เบียร์ฟรีตลอดงาน มีค่าตั๋วเข้างาน 1950 Rp    ในงานนี้ ก็มีคนไทยและคนต่างชาติมาร่วมงานประมาณ  50-60 คนน่าจะได้    เราก็ขอมีส่วนร่วมสัมผัสประสบการณ์การลอยกระทงในโคลัมโบครั้งนี้กับเขาด้วยค่ะ

Website ของร้านค่ะ  http://www.lemongrasscolombo.com/about.html

บรรยากาศหน้าร้านขณะที่แขกกำลังทยอยมา


ป้ายงานลอยกระทง เห็นภาพในป้าย จะได้ imagine งานลอยกระทงของจริงที่เมืองไทย


โต๊ะคนไทย มานั่งทานอาหาร และเม๊าส์ กันไป สนุกสนาน


ท่านเอกอัครราชฑูตไทย กล่าวเปิดงาน


ด้วยเหตุขัดข้องแบบกระทันหัน (เจ้าหน้าที่ศรีลังกาโทรมาบอกยกเลิกห้ามลอยกระทงที่บึงหน้าร้านก่อนเวลางานแค่ สองชั่วโมง)  ทำให้ทางร้านต้องปรับแผนอย่างทันควัน  ด้วยการลอยกระทงที่อ่างบัวแทน แต่ก็สวยดีและรวมจุดสนใจดี  ลอยในอ่างแบบน่ารักๆ 


มีหนุ่มน้อยสองคน (น่าจะเป็นลูกชายเจ้าของร้าน) ถือเทียนดอกน้อย ให้แขกจุดเทียน 
แล้วก็ลอยในอ่าง


แสงสว่างเต็มอ่างน้อยๆ ถือว่าเป็นกระทงเทียน ก็น่ารักอีกแบบ


มีการรำวงในลานตรงกลางร้าน รำวงวันลอยกระทง สนุกสนาน



ถ่ายรูปกับเพื่อนๆคนไทย น่ารักๆกันทั้งนั้น


นอกจากมีจับรางวัลที่หางตั๋วแล้ว ยังมีการประกวดนางนพมาศ งานนี้ให้เกียรติ์ 
นางนพมาศเป็นชาวศรีลังกา  มอบรางวัลเล็กน้อย สร้างบรรยากาศแบบสบายๆ

หลังจากนั้น ทุกคนก็สนุกสนานตามแบบของตัวเอง บ้างก็คุยกัน ทานอาหาร และมีแดนซ์ ด้วย 
ทุกเพศทุกวันต่างออกมาแดนซ์กัน บรรยากาศเป็นกันเอง
 เจ้าของร้านก็เป็นมิตร ใจดีดูแลทุกคน น่ารักมากค่ะ



หลังจากไม่นาน เพื่อนคนนึง เอาหนังสือพิมพ์ให้ดู งานนี้มีลงหนังสือพิมพ์ด้วยแฮะ มีรูปเราหลงเข้าไปด้วยหละ อิอิ



Wednesday, November 28, 2012

Party of Srilanka-Thai Society

เมื่อวัน 13 November 2012 เราก็มีโอกาสได้ร่วมงานปารตี้ สมาคมศรีลังกา-ไทย จัดโดยภัตตาคาร สยามเฮาส์

เวปไซด์ของร้านนะค่ะ  http://www.siamhouse.lk/Main-restaurant.html

งานนี้ก็มีการเชิญท่านฑูตไทยและภรรยา เจ้าหน้าที่สถานฑูตไทย เจ้าหน้าที่จากการบินไทย และคนไทยทั่วไปที่อาศัยในศรีลังกาและ คนศรีลังกา

คนที่จะไปร่วมงาน ต้องซื้อบัตรราคา 1800 Rp ต่อคน ก็ไปร่วมงานได้   มีการแจกหนังสือด้วยนะ

งานนี้ก็มีอาหาร เครื่องดื่ม    เราก็ได้รับอีเมล์จากสถานฑูต ก็เลยไปร่วมงาน ถือเป็นประสบการณ์อย่างนึง และถือว่าได้ทานอาหารด้วย

การจัดงานก็ไม่มีอะไรมาก คนมางานก็ประมาณ 30-40 ได้ เป็นคนศรีลังกซะส่วนใหญ่ คนจัดงานจริงๆ เป็นคนศรีลังกา พวกเขา friendly มากค่ะ

หน้าเวทีเล็กๆ กลางสนามหญ้าในรั้วสยามเฮาส์ ท่านฑูตเราก็ขึ้นมากล่าวอะไรเล็กน้อย

มีการแสดงเต้นรำของศรีลังกา ที่ลานจอดรถ

คนไทยเราก็โชว์ประเพณี การฟ้อนรำลอยกระทง ให้คนศรีลังกาดู  
รำกันรอบๆสระน้ำพลาสติกนี่แหละ 


ให้คนสำคัญได้จุดเทียนในกระทง ให้คนศรีลังกได้เห็นความสวยงามของประเพณีไทย 


ฉลองลอยกระทงล่วงหน้าหลายวันเลย 


การแสดงอีกชุดจากศรีลังกา


วงดนตรีสไตล์เขาหละ เล่นเพลงสนุกดีนะ  
ขณะที่ทานอาหาร วงนี้ก็เล่นเพลงไปด้วย สร้างบรรยากาศคึกคัก

หลังทานอาหารเสร็จ ก็มีจับรางวัลที่หางตั๋ว  โชคดี ได้รางวัลกับเขาด้วยค่ะ 
ปกติไม่มีโชคด้านจับฉลากอยู่แล้ว แต่วันนี้โชคดีจัง 
รางวัลก็เป็นบัตรเชิญทานอาหารที่โรงแรมชินเนม่อนเลคไซด์ 2 ที่ ฟรี 


ในงานมีการแจกนิตยสาร ของสมาคมด้วยค่ะ นี่เป็นหน้าปกของเล่มล่าสุดที่ได้มา


เล่มนี้ครบรอบ 15 ปีของสมาคมแล้วนะเนี้ย !


งานต่อไป เห็นเพื่อนๆพี่ๆคนไทย เขาว่า 
ภัตตาคารเลม่อนกราส จะจัดงานลอยกระทง วันที่ 28 พฤศจิกานี้ 
คนไทยคงได้รวมตัวกันอีกครั้ง  


Saturday, October 20, 2012

วัดทีปทุตตมาราม

เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่าน เพื่อนรุ่นพี่คนไทยที่อาศัยอยู่ในโคลัมโบด้วยกัน ชวนไปเที่ยววัดๆนึง เขาหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ทและรู้สึกสนใจมาก วัดนี้มีชื่อว่า วัดทีปทุตตมาราม  พอได้ไป รู้สึกขอบคุณพี่เขามาก เพราะวัดนี้เป็นวัดไทยที่เก่าแก่สมัยรัชกาลที่ 5 เจ้าชายแห่งสยามมาสร้างไว้ ทำให้เราได้สัมผัสถึงธรรมบารมีของราชวงศ์ไทยจริงๆ

พอกลับมาก็หาข้อมูลโดยละเอียด และเห็นในเวปของสถานฑูตไทยในศรีลังกาได้บอกประวัติ เลยขอยืมมาคัดลอกให้อ่านกัน ก่อนเราจะไปดูรูปใน trip ครั้งนี้นะค่ะ

**ประวัติวัดทีปทุตตมารามข้างล่างนี้ เนื้อหาคัดลอกมาจากเวปไซด์ของสถานฑูตไทยในศรีลังกานะค่ะ   ส่วนภาพก็มีเพิ่มเติมจากที่ไปเยี่ยมชมวัดมา เลยเอารูปมาประกอบค่ะ**

วัดทีปทุตตมาราม (Dipaduttamarama Purana Thai Raja Maha Viharaya) ตั้งอยู่ที่ Kotahena,Colombo13 เป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดในกรุงโคลัมโบสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2318

วัดนี้มีความสำคัญต่อชุมชนชาวพุทธในศรีลังกาเพราะเป็นที่จำพรรษาของ Ven. Migettuwatte Gunananda Maha Thero ซึ่งได้พัฒนาวัดในช่วงประมาณปี พ.ศ. 2416 จนกลายเป็นวัดขนาดใหญ่ที่ทันสมัยที่สุดในประเทศในยุคนั้น

โดยวัดเป็นศูนย์กลางในการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในศรีลังกา และโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ก็ได้เกิดขึ้นในยุคนี้ นอกจากนี้ พระรูปดังกล่าวยังเป็นนักต่อสู้เพื่อพระพุทธศาสนาในยุคที่ศรีลังกาอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ

ทั้งนี้ธงฉัพพรรณรังสี (ธงห้าสี) ซึ่งเป็นธงพระพุทธศาสนาก็ได้รับการออกแบบโดยกลุ่มนักต้อสู้เพื่อปกป้องพุทธศาสนาและได้รับการชักขึเนเสาที่วัดแห่งนี้เป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2428 ปัจจุบัน Ven. Waskaduwe Mahindawansa Maha Nayaka Thero ซึ่งเป็น Mahanayake Thera แห่ง Sambuddha Saddharmodhaya Maha Nikaya ซึ่งเป็นพุทธนิกายอมรปุระเป็นเจ้าอาวาสของวัด โดยพระรูปดังกล่าวยังเป็นเจ้าอาวาสวัด Sri Subhuthi Maha Viharaya เมือง Waskaduwa ด้วย

ธงฉัพพรรณรังสี (ธง 5 สี) เป็นธงประจำพุทธศาสนา
ของประเทศศรีลังกา

วัดทีปทุตตมารามเป็นวัดที่มีความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ลึกซึ้งกับประเทศไทยเนื่องจากพระชินวรวงศ์ (พระวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์) เคยเป็นเจ้าอาวาสระหว่างปี พ.ศ. 2448-2453 และได้รับการสถาปนาเป็นสังฆนายกแห่งนครโคลัมโบของนิกายรามัญและอมรปุระ ซึ่งนับเป็นชาวต่างชาติคนแรกที่ได้รับตำแหน่งนี้

พระวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์เสด็จมาทรงอุปสมบทเป็นพระภิกษุในศรีลังกาเมื่อวันที่ 1 พ.ย. พ.ศ. 2439 ที่วัด Sri Subhuti Maha Viharaya เมือง Waskaduwa โดย Ven. Rajguru Sri Subhuti Nayaka เจ้าอาวาส ซึ่งเป็นพระที่มีชื่อเสียงของศรีลังกาเป็นพระอุปัชฌาย์ ทรงมีสมณนามว่า พระชินวรวงศ์ (Rev. Jinavaransa) แต่เป็นที่รู้จักกันในนามว่า Prince Priest (Gumara Hamuduruvo)
ภาพวาดพระองค์เจ้าปฤษฎางค์
ผนวชเป็นพระภิกษูที่ฝาผนังวหาร

ก่อนที่จะทรงลาสิกขากลับประเทศไทย พระชินวรวงศ์ได้รับความเคารพจากชาวพุทธศรีลังกามากและมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการศึกษาแก่เยาวชนในศรีลังกา ทรงจัดตั้งโรงเรียนสำหรับเด็กหญิงและเด็กชาย มีชื่อตามลำดับว่า Gunananda Vidhayalaya และ Prince College

ป้ายโรงเรียน ส่วนรูปคนที่ติดด้านล่าง อย่าได้สนใจนะค่ะ
เป็นรูปนักการเมืองมั้ง !



โรงรียนเด็กนักเรียนมัธยม
ส่วนโรงเรี่ยนมเด็กเล็กอยู่ด้านหลัง ค่ะ


อาคารส่วนนึงของโรงเรียน


วัดทีปทุตตมารามมีสิ่งก่อสร้างที่สำคัญ คือ วิหารพระพุทธไสยาสน์ หอประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ และรัตนเจดีย์ ซึ่งเจดีย์นี้พระชินวรวงศ์เป็นผู้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2451 โดยเป็นศิลปะผสมผสานระหว่างอินเดีย ศรีลังกาและไทย โดยยอดฉัตรรัตนเจดีย์ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงเป็นสิ่งก่อสร้างที่สำคัญสำหรับประวัติศาสตร์ระหว่างสยามกับศรีลังกา

วิหารพระพุทธไสยยาสน์
เมื่อวันที่ 24 ม.ค. 2482 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พร้อมด้วยสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนวัดนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลได้ทรงปลูกต้นไม้มงคล คือ ต้นจันทน์ไว้เป็นที่ระลึก



ต้นไม้ที่ รัชกาลที่ 8 ทรงปลูกไว้
ปีนี้ต้นนี้ก็อายุ 73 ปีแล้ว

หลังจากนั้น ในปี พ.ศ. 2493 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พร้อมด้วยสมเด็จ พระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จฯ เยือนวัดนี้ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงปลูกต้นจันทน์อีกต้นหนึ่งไว้คู่กัน


นี่เป็นต้นที่รัชกาลที่ 9 เราปลูกเอาไว้
ตอนนี้ต้นไม้ก็อายุ 62 ปีแล้ว

เมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2542 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จเยือนวัดนี้ ทรงร่วมพิธีบูชาพระบรมสารีริกธาตุ และทรงปลูกต้นไม้มงคลไว้ 1 ต้น และทรงได้บูรณะอาคารวัดใหม่ด้วย


ต้นที่เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์มาปลูกไว้
ปีนี้ 2555 ก็อายุ 13 ปีแล้ว จะเห็นว่าลำต้นจะใหญ่ตามอายุที่ปลูกจริงๆ 



นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2543 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ Ven. Waskaduwe Mahindawansa Maha Nayaka Thero เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร แทนพระองค์ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายพระบรมสารีริกธาตุ


วัดทีปทุตตมารามได้รับพระราชทานผ้าพระกฐินพระราชทานจำนวน 5 ครั้ง ในปี 2539 2543 2546 2548 และ 2551

เมื่อปี 2551 Ven. Waskaduwe Mahindawansa Maha Nayaka Thero ได้ขอความอนุเคราะห์รัฐบาลไทยในการบูรณะซ่อมแซมยอดฉัตรรัตนเจดีย์ที่ได้เสื่อมสภาพลงตามกาลเวลา ต่อมาในปี 2552 กระทรวงการต่างประเทศได้สนับสนุนงบประมาณในการนำยอดฉัตรรัตนเจดีย์กลับไปบูรณะในไทยโดยผู้เชี่ยวชาญจากกรมศิลปากร ต่อมาเมื่วันที่ 3 มี.ค. 2553 นายปิยวัตร นิยมฤกษ์ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้นำคณะผู้เชี่ยวชาญมาติดตั้งยอดฉัตรรัตนเจดีย์และร่วมพิธีสมโภชยอดฉัตรฯ
            ทั้งนี้ ในการบูรณะซ่อมแซม มีวัสดุคงเหลือ ได้แก่ ยอดฉัตรเดิมที่อยู่ในสภาพชำรุด วัสดุหักพังจากโครงยอดฉัตร และเศษผงทอง ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้นำวัสดุคงเหลือดังกล่าวทำวัตถุมงคลเพื่อเผยแพร่พระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยที่เป็นองค์อุปถัมภ์พระพุทธศาสนา และเป็นกิจกรรมหนึ่งในการเฉลิมฉลองในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธ.ค. 2554 โดยได้นำวัสดุคงเหลือเฉพาะส่วนที่เป็นทองแดงหนักประมาณ 8 ก.ก. และเศษผงทองอีก 10.5 กรัม ผสมเป็นมวลสารจัดทำพระพุทธรูป เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 1 องค์ และจัดทำพระเครื่องปางลีลา ให้ประชาชนทั่วไปบูชา และนำรายได้ภายหลังหักค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 
ทั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ส่งดินทรายจากบริเวณใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ภายในวัด Kelaniya Raja Maha Viharaya และดอกมะลิแห้งจากแท่นบูชาพระเจดีย์ทองคำที่บรรจุพระธาตุเขี้ยวแก้วเพื่อใช้เป็นมวลสารศักดิ์สิทธิ์ในการจัดทำพระพุทธรูปและพระเครื่องปางลีลาดังกล่าวด้วย


** จบข้อมูลที่คัดลอกมาค่ะ**

ภาพข้างล่างเอามาฝากนะค่ะ ภายในอาคารมีการปั้นเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธศาสนาไว้มากมาย เห็นถึงความศรัทธาอย่างมากมายของคนศรีลังกาในพระคำสอนของพระพุทธองค์














จริงๆพระพุทธรูปถูกปิดด้วยผ้า ก็ไม่่เข้าใจเหมือนกัน พระพุทธรูป หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เขากราบไหว้ องค์สำคัญๆ คนศรีลังกาเขาจะต้องเอาผ้ามาปิดไว้ ไม่โชว์เต็มๆ  
เราเลยต้องสอดกล้องเข้ามาถ่ายเอาแบบนี้ค่ะ 


พระนอนองค์นี้ใหญ่มาก ถูกผ้าปิดไหว้เหมือนกันเลยถ่ายภาพไม่ได้เต็มๆ 





พอดีวันที่ไปกับเพื่อนๆ พวกเราได้เจอพระไทยรูปหนึ่ง ท่านเลยมาทักทายคนไทยด้วยกัน

ด้านหน้าวัดมีพระพุทธชินราชด้วยค่ะ


บริเวณด้านหน้าเช่นกัน ก็มีพระพุทธรูปสีขาว อยู่ใต้ต้นไม้ สไตล์ศรีลังกา
แต่สังเกตดีๆ พระเศียรของพระพุทธรูปองค์นี้จะแหลมสไตล์ไทยค่ะ 

พระเศียรของพระพุทธรูปศรีลังกาจะมนคล้ายผมคนจริงๆ 


จบการเยี่ยมชมวัดประวัติศาสตร์ไทยในศรีลังกาแล้ว คนไทยท่านใด ถ้าได้มาศรีลังกา ต้องมาที่นี่ให้ได้นะค่ะ เป็นวัดประวัติศาสตร์จริงๆ